นำเสนอข้อมูล 7 มิถุนายน 2553  

วิธีระบุเพศนก Lovebird

เลิฟเบิร์ด เป็นนกแก้วขนาดเล็กที่สวยงาม หลากหลายสีสัน มีอุปนิสัยร่าเริง เลี้ยงดูง่ายไม่ยุ่งยาก และมีคนจำนวนไม่น้อยที่ชอบเลี้ยงตั้งแต่ลูกป้อนเพื่อฝึกให้เป็นนกเชื่อง  นกบางตัวสามารถฝึกให้พูดได้อีกด้วย  แต่สิ่งหนึ่งที่มักสร้างความสงสัยให้กับผู้เลี้ยง นั่นคือ การระบุเพศนก

โดยทั่วไปแล้วการตรวจสอบเพศของเลิฟเบิร์ด สามารถทำได้หลายวิธี ตัวอย่างเช่น

           1. การส่องกล้องตรวจดูภายในช่องท้องของนก ว่ามีรังไข่หรือไม่ ที่เรียกกันว่า "เอ็นโดสโคป" (endoscope)
               วิธีนี้ต้องวางยาสลบให้กับนก และเสียค่าใช้จ่ายต่อตัวประมาณ 1,000 บาท นิยมใช้กับนกใหญ่ที่มีราคาสูงและมีวัยเจริญพันธุ์ช้า
               
           2. การใช้ตัวอย่างเลือดเพื่อตรวจพิสูจน์ DNA ด้วยวิธี PCR
               เสียค่าใช้จ่ายต่อตัวประมาณ 500 บาท นิยมใช้กับนกขนาดกลางและขนาดใหญ่ ลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียจากวิธีที่ 1
               วิธีการเก็บเลือดตัวอย่างนั้น สามารถอ่านได้ที่แหล่งความรู้ หัวข้อ "วิธีการเก็บและส่งตัวอย่างเพื่อส่งตรวจระบุเพศนก"

           3. ตรวจจากอึ เพื่อตรวจฮอร์โมน หรือ ตรวจจากของเหลวที่ติดมากับเปลือกไข่ แม้กระทั่งตรวจจากเนื้อเยื่อที่กระเปาะโคนขน
               วิธีนี้เป็นการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากวิธีที่ 1 และ 2 แต่กลับไม่เป็นที่นิยมเพราะมีวิธีการและขั้นตอนการเก็บตัวอย่างและ
               ขั้นตอนการทำงานที่ยุ่งยากซับซ้อน โดยที่ผลการตรวจไม่สามารถยืนยันได้ถูกต้อง 100% อีกทั้งมีค่าใช้จ่ายพอๆ กับการ
               ตรวจด้วยวิธีที่ 2

          4. การสัมผัสกระดูกเชิงกรานที่มีอยู่ 2 ชิ้น หรือ ที่นิยมเรียกว่า "จับตะเกียบ" และการดูองค์ประกอบอื่นๆ เกี่ยวกับตัวนก
               (ไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่มีโอกาสผิดพลาดได้มากกว่าวิธีที่ 1 และ 2)


          เนื่องจากเลิฟเบิร์ดมีวัยเจริญพันธุ์เร็ว ราคานกไม่แพงมากนัก สามารถเลือกหานกมาเข้าคู่ได้ไม่ยากจนเกินไป วิธีที่ใช้่ระบุเพศนกจากที่กล่าวมาข้างต้นนั้น  วิธีที่นิยมมากที่สุด  คือ  วิธีสัมผัสกระดูกเชิงกราน หรือ ที่เรียกว่าการ "จับตะเกียบ" ร่วมกับการดูองค์ประกอบอื่นๆ เกี่ยวกับตัวนก แม้จะมีโอกาสผิดพลาดบ้างแต่ก็ไม่ต้องเสี่ยงต่อการสูญเสียใดๆ

แนวทางในการวิเคราะห์เพศของนกด้วยตนเอง สามารถทำได้ด้วยการสัมผัส และ การสังเกต ดังต่อไปนี้

                                               

เพศผู้

เพศเมีย

ตะเกียบชิด แข็ง แหลมสูง และ สู้มือ

ตะเกียบห่าง มน เตี้ยหรือสูงก็ได้  แต่ไม่สู้มือ 
นกบางตัวจะสู้มือเพียงข้างเดียวอีกข้างจะนิ่ม อ่อนลงตามนิ้วที่สัมผัส

ช่องท้องแคบ (ช่องท้องอยู่เหนือกระดูกเชิงกราน)

ช่องท้องกว้าง (ช่องท้องอยู่เหนือกระดูกเชิงกราน)

สะโพกแคบ  หางแหลม  หางมักยาวกว่าหางตัวเมีย

สะโพกกว้าง หางสั้น บางตัวก็มีหางแหลมแต่สะโพกจะผาย
โดยเฉพาะนกที่เคยไข่แล้วช่องท้องและตะเกียบจะกว้างมาก

กะโหลกเล็ก (บางตัวกะโหลกเหลี่ยม บางตัวกะโหลกกลม)  หัวเล็ก

กะโหลกกลม  หัวใหญ่

จงอยปากแหลมเรียว

จงอยปากใหญ่และมน

กรณีนกที่มีลายขน เช่น Spangle (ในนกขอบตา) Silver , Golden , Dilute (ในนกไม่ขอบตา) ตัวผู้จะเห็นลายชัดกว่า

กรณีนกที่มีลายขน เช่น Spangle (ในนกขอบตา) Silver , Golden , Dilute (ในนกไม่ขอบตา)ตัวเมียเห็นลายน้อยกว่า

ตัวผู้มักเป็นฝ่ายขย้อนอาหารป้อนตัวเมีย

ตัวเมียมักเป็นฝ่ายเหน็บหญ้า  ตะไคร้ หรือ วัสดุอื่นๆ เข้าไปทำรัง

ตัวผู้มักยืนยืดตัว ท้องไม่แตะคอน

ตัวเมียมักยืนต่ำๆ บางตัวมองดูเหมือนท้องแตะคอน

ตัวผู้ที่โตเต็มวัยมักกางปีกส่งเสียงร้องพร้อมกระพือปีก เพื่อจีบตัวเมีย

ู้ตัวเมียที่โตเต็มวัยมักกางปีก ย่อตัวลงต่ำและแอ่นหลังให้ท่า้ตัวผู้

ตัวผู้ดุน้อยกว่าตัวเมีย และชอบยืนปากรัง

ตัวเมียดุกว่าตัวผู้ และชอบอยู่ในรังไข่มากกว่าตัวผู้

หากนกเลี้ยงมาในสภาพแวดล้อมเดียวกัน อายุเท่าๆ กัน ตัวผู้มักจะมีโครงสร้างเล็กและเรียวกว่า นกตัวเมีย

หากนกเลี้ยงมาในสภาพแวดล้อมเดียวกัน อายุเท่าๆ กัน ตัวเมียมักจะมีโครงสร้างใหญ่ กลม และอกใหญ่ กว่านกตัวผู้

        
   
      

         แนวทางที่ใช้ในการวิเคราะห์เพศนี้  ดูละม้ายคล้ายสูตรสำเร็จที่ไม่ยุ่งยากและไม่มีอะไรที่ซับซ้อน  แต่ในความจริงแล้วการวิเคราะห์ เพื่อระบุเพศมีโอกาสผิดพลาดได้แม้กระทั่งกับผู้ที่เลี้ยงมานาน จับนกมาเยอะ เห็นนกมามาก เพราะนกจำนวนไม่น้อยมีลักษณะที่ก่ำกึ่งปนกัน ระหว่างนกเพศผู้และนกเพศเมียที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น  อีกทั้งอายุนกที่นำมาจับตะเกียบ สังเกตพฤติกรรม หรือดูองค์ประกอบอื่นๆ ก็มีผลต่อการระบุเพศด้วย กล่าวคือ หากตรวจสอบในนกที่มีอายุน้อยโอกาสผิดพลาดจะมีมากกว่านกโตเต็มวัย และในการจับตะเกียบนกไม่ควรทำให้นกตกใจด้วยการไล่จับ หรือ จับตัวนกแน่นจนเกินไป เพราะการจับตัวนกอาจเป็นการสร้างความกลัวและความเครียดได้  ทำให้นกบางตัวเกิดอาการเกร็ง บางตัวเกิดอาการเหนื่อยหอบ สิ่งเหล่านี้จะส่งผลให้การจับตะเกียบคลาดเคลื่อนจากความจริง

          ผู้ที่มีความสนใจในการเลี้ยงเลิฟเบิร์ด ควรมีความรู้เกี่ยวกับการพิจารณาสิ่งเหล่านี้เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจของตน ถือเป็นการเปิดช่องทางให้ตนเองได้มีโอกาสเรียนรู้และตัดสินใจด้วยตนเองมากขึ้น



กลับไปหน้าสารบัญหลักแหล่งความรู้

 

กลับไปหน้าสารบัญหลัก