แก้วโม่ง
(Alexandrine Parakeet Psittacula eupatria )
เป็นนกวงศ์นกแก้ว ชื่อสามัญคือ Alexandrine Parakeet โดยชื่อนี้ เป็นการตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแด่ กษัตริย์อเล็กซานเดอร์มหาราช เมื่อครั้งยาตราทัพเข้ามาสู่ในทวีปเอเซีย โดยได้นำนกแก้วสายพันธุ์นี้กลับไปยังทวีปยุโรป
ถิ่นกำเนิด
แก้วโม่ง มีถิ่นกำเนิดแพร่กระจายทั่วไปในแถบทวีปเอเซีย ตั้งแต่ฝั่งตะวันตกและตะวันออกของอัฟกานิสถาน ไล่ลงไปยังอินเดีย
อินโดจีน พม่า ลาว เวียดนาม และประเทศไทยฝั่งตะวันตกยกเว้นที่ราบลุ่มภาคใต้ รวมทั้งยังพบได้ตามหมู่เกาะในทะเลอันดามัน
ลักษณะ

เป็นนกแก้วที่มีขนาดใหญ่ที่ึ่สุดในบรรดานกแก้วของเมืองไทย หัวและลำตัวเป็นสีเขียว จงอยปากงุ้มลงมามีขนาดใหญ่สีแดง บริเวณหัวไหล่จะมีแถบสีแดงแต้มอยู่ทั้งสองข้าง นกเพศผู้และเพศเมียสามารถแยกแยะด้วยสายตาได้เมื่อนกโตเต็มที่ กล่าวคือ
ในเพศผู้
จะปรากฏมีแถบขนสีดำและสีชมพูรอบคอที่เรียกกันว่า "Ring Neck" ซึ่งในนกเพศเมียไม่มี และเพศเมียจะมีขนาดเล็กกว่าเพศผู้
เล็กน้อย
แก้วโม่งมีความยาววัดจากหัวถึงปลายหางได้ราว
51 - 58 เซ็นติเมตร
สายพันธุ์
แก้วโม่ง มีสายพันธุ์ย่อยลงไปอีก 4 สายพันธุ์ คือ
P.e. nipalensis พบมากใน Ceylon และทางใต้ของอินเดีย
P.e. magnirostris พบในบริเวณหมู่เกาะอันดามัน P.e. avensis พบในเขตรัฐอัสสัม พม่า P.e. siamensis พบได้ในภาคตะวันตกของประเทศไทย ลาว กัมพูชา และเวียตนาม
ความแตกต่างของแต่ละสายพันธุ์ย่อยนั้น มีต่างกันเล็กน้อยในเรื่องของ ขนาด ความยาว และสีสันที่ปรากฎบนลำตัว
นิสัย
แก้วโม่ง ชอบอาศัยอยู่ตามป่าดงดิบ และป่าโปร่งตอนกลาง หากินเป็นกลุ่มเล็ก ๆ บนต้นไม้ หรืออาจจะลงไปหากินตามไร่นา ตอนกลางคืนจะกลับไปนอนบนต้นไม้เป็นกลุ่มใหญ่ ๆ มีความสามารถในการใช้ปากเกาะเกี่ยวเพื่อไต่ไปตามกิ่งไม้เล็ก ๆ เป็นนกแก้ว
ที่มนุษย์ชอบนำมาเลี้ยง เพราะมันสามารถพูดเรียนเสียงมนุษย์ได้ดีกว่านกแก้วชนิดอื่น ๆ แต่ต้องนำมาหัดพูดตั้งแต่ยังเล็ก ๆ
แก้วโม่ง จัดเป็นนกแก้วที่มีเสียงร้องค่อนข้างดัง และมักเลือกที่จะทำรังตามโพรงไม้ใหญ่ ๆ โดยใช้วิธีแทะหรือขุดโพรงไม้จำพวก
ไม้เนื้ออ่อน หรืออาจเลือกใช้โพรงไม้ที่เก่าต่าง ๆ |