นกแขกเต้า (นกแก้วแขกเต้า)
Red-breasted Parakeet

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Psittacula alexandri
ชื่อเรียกอื่นๆ : Moustached Parakeet, Rose - breasted Parakeet,
Mustache Parakeet,
Indian Pink - breasted Parakeet,
Latham's Parakeet
แบ่งออกเป็น 8 ชนิดย่อย ได้แก่
1. P.a. alexandri พบแถบหมู่เกาะชวา และ บาหลี มีการนำไปเลี่ยง และ แพร่พันธุ์ใน ตอนใต้ ของบอร์เนียว
2. P.a. kangeanensis มีการแพร่กระจายจำกัดอยู่เฉพาะที่ เกาะ Karimundjawa ในหมู่เกาะชวาเป็นชนิดที่ถูกจำแนกเป็น
ครั้งแรกและใช้เป็นตัวแทนหลักของนกแก้วชนิดนี้มาแต่เดิม ชนิดย่อยนี้ที่กระหม่อมมีสีเทาเจือสีฟ้าเล็กน้อย แต่มีลักษณะเด่นคือ
ที่ปีก มีแถบสีเหลืองสดใส
3.
P.a. dammermani พบบนเกาะ Karimundjawa ของอินโดนีเซีย คล้ายกับชนิดย่อยที่เป็นชนิดย่อยหลัก คือ
kangeanensis แต่ที่กระหม่อมมีสีฟ้ามากกว่าและปากมีขนาดใหญ่กว่าด้วย
4.
Pa. major พบที่เกาะบาหลี และ เกาะ Nias ของอินโดนีเซีย มีปริมาณประชากรมากพอสมควร นกตัวผู้ กระหม่อมมีสีฟ้าจางๆ
แบบสีซึมผ่านลงมาถึงกลางอก และ ใต้โคนหางสีฟ้าอ่อน ปากบนสีแดง ปากล่างสีดำ นกตัวเมียปากสีดำทั้งปาก
5.
P.a. perionca พบแพร่กระจายอยู่เฉพาะในเกาะ Nias ของอินโดนีเซีย คล้ายกับชนิดย่อย major แต่มีขนาดเล็กกว่า ,
นกตัวผู้จะมีสีฟ้าที่ซึมแผ่มาถึงกลางอกเข้มกว่า
6.
P.a. cala พบเฉพาะที่เกาะ Simeulue ของอินโดนีเซีย มีขนาดเล็กกว่าชนิดย่อยอื่นๆ นกตัวผอกมีสีออกชมพูสด แซมด้วยสี
ม่วงแดงจางๆ ปากบนสีแดง ปากล่างสีดำ
7.
P.a . fasciata ชนิดย่อยนี้แพร่กระจายตั้งแต่ ตะวันออกสุด ของภาคเหนือ ตั้งแต่เชิงเขาหิมาลัยในอินเดีย , เนปาล อัสสัม ,
บังคลาเทศ , พม่า เขตเทนเนอซาลิม , ไทย , อินโดจีน , เกาะไฮหนาน , ไปจนถึง ยูนนาน กวางสี ทางตอนใต้ของจีน ,
ชนิดย่อยนี้ นกตัวเมีย กระหม่อมมีสีเทาอมฟ้าเข้ม แต่ส่วนที่แตกต่างจากชนิดย่อยอื่นๆ อย่างเด่นชัด คือ อกมีสีชมพูสด
และมีแต้มสีม่วงแกมแดง จนเห็นเป็นลักษณะที่เด่นของชนิดย่อยนี้ ปากบนสีแดง ปากล่างสีดำ , นกตัวเมีย ตั้งแต่คอลงมาจนถึง
กลางอกสีชมพูสด มีแต้มสีม่วงแกมแดงจางๆ ซึ่งสีชมพูนี้จะคาดเป็นวงแหวนไปรอบคอตัดกับสีเขียวเข้มของขนบริเวณท้ายทอย
ปากทั้งปากสีดำ
8.
P.a. abbotti พบแถบหมู่เกาะอันดามัน สีของลำตัวคล้ายกับชนิดย่อย P.a. fasciata แต่ลำตัวมีขนาดใหญ่กว่าและสีของ
ขนคลุมลำตัว อ่อนกว่า
ซึ่งทุกชนิดย่อย มีขนสีดำเป็นแถบตั้งแต่โคนปากล่างเป็นแถบกว้างและค่อยแคบลงเกือบถึงข้างท้ายทอย จนบางแห่ง เรียกนกแก้วชนิดนี้ในชื่อสามัญ (ซึ่ง ก็ดูเหมาะสมกับลักษณะเด่นของนก แต่แถบโอเรียนตัล ไม่นิยมชื่อนี้ ไม่ทราบเหตุผลเหมือนกัน อาจเพราะว่าคนเอเซียชอบมองสีที่อกมากกว่าสีดำของเครา ก็ได้) ว่า Moustached Parakeet เนื่องจากมีแถบดำ คล้ายเครานี่เอง
ลักษณะทั่วไป
เป็นนกแก้วขนาดกลาง มีความยาวลำตัวประมาณ 33 38 เซนติเมตร ปากใหญ่งองุ้ม หัวใหญ่ คอสั้น ปีกยาวและแคบ
ปลายปีกแหลม หางยาว ขนหางคู่กลางเรียวแหลม และ ยาวมาก ขาสั้น แต่ก็ใหญ่แข็งแรง

ภาพโดย Photographer : คณิต คณีกุล ( Knit Kneekul )
ตัวผู้ ลำตัวด้านบนสีเขียว ขนคลุมลำตัวด้านล่าง สีเขียวอ่อนอมฟ้า บริเวณอกสีชมพูแกมส้มหรือม่วง หัวสีม่วงแกมเทา หน้าผาก มีแถบสีดำ คาดไปจดตา ทั้งสองข้าง ปากบนสีแดง ปลายปากสีเหลือง ปากล่างสีดำ ขา และ นิ้วเท้าสีออกเขียว หางยางสีเขียว อมฟ้า ด้านใต้หางสีเหลือง
ตัวเมีย หัว และ ด้านข้างของหน้า สีน้ำเงินแกมเทา ทั้งปากบน และล่างสีดำ อกสีชมพูสด ไม่มีแต้มสีม่วง นกตัวที่ไม่เต็มวัย ขนคลุมลำตัวส่วนใหญ่สีเขียว อก สีเขียว ปากสีดำ
อุปนิสัย จะออกหากินเป็นฝูง 6 -10 ตัวหรือ นอกฤดูผสมพันธุ์ จะรวมกันอยู่เป็นครอบครัว หรือ ฝูง ประกอบด้วยหลายครอบครัวรวมกัน อาศัยหากินส่วนใหญ่บนต้นไม้ โดยห้อยตัว ปีนป่ายใช้ปากช่วยในการเกาะเกี่ยว เหมือนนกในวงศ์นกแก้วทั่วไป แต่ถ้าเกาะพักผ่อนตามปกติ จะเกาะในแนวตั้ง ตามกิ่งโล่งๆ บนยอดไม้สูง ส่งเสียงร้องทั้งขณะบินและ พักผ่อน เสียงดังมาก เป็นเสียง "แก๊ก แก๊ก แก๊ก"
ฤดูผสมพันธุ์และการวางไข่
ฤดูผสมพันธุ์และการวางไข่ของแก้วแขกเต้าในแต่ละพื้นที่จะแตกต่างกันตามลักษณะสายพันธุ์ย่อยอันเกี่ยวเนื่องกับอุณหภูมิและ
สภาพทางภูมิศาสตร์ แต่โดยเฉลี่ยจะเริ่มจากช่วงฤดูหนาวต่อฤดูร้อน ระหว่างเดือน มกราคม ถึง เดือนเมษายน นกแขกเต้าที่จับคู่แล้ว จะแยกตัวออกจากฝูง หาที่ทำรังตามโพรงที่สัตว์อื่นทำไว้ หรือ โพรงเก่าที่นกหัวขวาน นกโพระดก ทำรัง หรือ โพรงตามต้นไม้ที่เกิดตามธรรมชาติ โดยนกทั้งคู่จะช่วยกันใช้ปากตกแต่งโพรงและคาบเอาเศษวัสดุต่างๆ ในโพรงทิ้งออกมานอกโพรงจนก้นโพรงสะอาด จะไม่ใช้วัสดุใดๆรองก้นรังเลย ส่วนใหญ่โพรงรังจะสูงจากพื้นดินราว 3 - 10 เมตร
ไข่ มีรูปร่างค่อนข้างกลม สีขาว ไม่มีจุด ขีด หรือลาย มีขนาดเฉลี่ย 25 X 30 มม. วางไข่ครอกหนึ่งราว 3 - 4 ฟอง นกทั้งสองเพศ ช่วยกันฟักไข่ ใช้เวลาฟักไข่ราว 17 -19 วัน (บางแหล่งข้อมูลระบุว่า 28 วัน) ลูกนกแรกเกิด ยังไม่มีขนปกคลุมลำตัว ขา และ นิ้วเท้ายังอ่อนแอไม่สามารถยืนหรือเดินได้ พ่อแม่จะหาอาหาร มาเลี้ยงโดยขยอกออกมาจากกระเพาะพัก เป็นอาหารที่ย่อยแล้วบางส่วน ซึ่งจะป้อนในลักษณะเป็นอาหาร เหลว ราว 3 - 4 สัปดาห์ ลูกนกจึงจะทิ้งรัง แต่พ่อแม่ยังต้องตามป้อนอาหารอยู่ระยะหนึ่งหรือจนกว่าถึงฤดูผสมพันธุ์อีกรอบหนึ่ง ลูกนกจึงจะ แยกตัว ออกไปหากินเอง
ถิ่นอาศัยและอาหารตามธรรมชาติ พบตามป่าโปร่ง ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าละเมาะ และตามพื้นที่เกษตรกรรม ที่มีต้นไม้ หรือ ป่าละเมาะอยู่ใกล้ๆ หรือ แหล่งปลูกพืชไร่ ที่อยู่ชายป่าโปร่ง สวนผลไม้ ที่มีต้นไม้ผลสูงใหญ่ ตั้งแต่พื้นราบไปจนถึง ระดับ ความสูง 1,200 เมตร จากระดับน้ำทะเล อาจพบในป่าชายเลน หรือ ป่าริมชายฝั่งทะเล ด้วย พบในอินเดีย พม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม ในประเทศไทยพบได้ทั่วไปทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ที่พบน้อยมาก อาหารได้แก่ เมล็ดพืช ลูกไม้ป่า ผลไม้ ยอดไม้ ฯลฯ |